จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันจันทร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2560

กาลิเลโอ กาลิเลอี : Galileo Galilei
เกิด         เมืองปิซา (PISA) ประเทศอิตาลี (ITALY) วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1564
เสียชีวิต   เมืองฟลอเรนซ์ (FLORENCE) ประเทศอิตาลี (ITALY) วันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1642
วัยเด็กและวัยเรียน
          กาลิเลโอเกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1564 ที่เมืองปิซา ประเทศอิตาลีบิดาของเขาสืบเชื้อสายมาจากผู้ดีเก่านามว่าวินเซนโซ กาลิเลอี (Vincenzo Galilei) ซึ่งเป็นนักคณิตศาสตร์ นักดนตรี และนักเขียนที่มีชื่อเสียง แม้ว่ากาลิเลโอจะมีความสามรถทางด้านคณิตศาสตร์ ศิลปะและดนตรี แต่พ่อของเขาอยากให้เขาศึกษาทางด้านแพทย์เนื่องจากแพทย์ในสมัยนั้นหาเงินได้ง่าย จึงได้ส่งเขาไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเมืองปิซาและให้หลีกห่างจากวิชาคณิตศาสตร์แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะต่อมาไม่นานเมื่อเขาได้เข้าเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในมหาวิทยาลัยก็เกิดติดใจ จึงหันไปเรียนคณิตศาสตร์ควบคู่ไปกับวิชาวิทยาศาสตร์
          เมื่อ ค.ศ. 1584 ขณะที่กาลิเลโอมีอายุได้ 20 ปี งานคิดค้นทางด้านวิทยาศาสตร์ของเขาก็ได้เริ่มขึ้นเมื่อเขาพบว่าโคมไฟที่แขวนบนเพดานโบสถ์แกว่งไปมา เขาสังเกตเห็นว่าการแกว่งไปมาของโคมไฟกินเวลาเท่ากัน เขาจึงทำการทดลองเทียบกับการจับชีพจรจนแน่ใจว่าการแกว่งของโคมไฟเป็นไปตามความคิดของเขาซึ่งเขาได้ทำการทดลองอีกหลายครั้งจนมั่นใจ กาลิเลโอได้อาศัยหลักการเหล่านี้สร้างเครื่องมือวัดชีพจร โดยกาลิเลโอได้ตั้งชื่อทฤษฎีนี้ว่ากฎเพนดูลัม (Pendulum) หรือ กฎการแกว่งของนาฬิกาลูกตุ้ม ซึ่งต่อมาคริสเตียน ฮอยเกนต์ (Christian Huygens) ได้คิดสร้างนาฬิกาขึ้นโดยอาศัยหลักตุ้มแกว่งเป็นผู้ควบคุมเวลา จึงนับได้ว่ากาลิเลโอเป็นผู้ออกแบบตุ้มของนาฬิกาเป็นคนแรก ในปี ค.ศ. 1585 กาลิเลโอขัดสนเรื่องเงินทองจนไม่สามารถศึกษาต่อได้ จึงกลับมาที่ฟลอเรนทีน อาคาดามี (Florentine Academy) ในเมืองฟลอเรนซ์และศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง
วัยทำงาน
          ในขณะที่เขาเข้าศึกษาต่อที่สถาบันฟลอเรนทีน (Florentine Academy) นั้น เขาได้พิมพ์ผลงานออกมา 2 เล่ม เล่มแรกเป็นผลงานเกี่ยวกับเรื่องตาชั่ง ที่เรียกว่า Hydrostatic Balance และอีกเล่มหนึ่งเขียนตามคำร้องขอของ Marchese Guidubaldo Del Monte แห่งปีซาโร (Pesaro) เขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่งเกี่ยวกับจุดศูนย์ถ่วงของของแข็ง (Centre of Gravity of Solid) หนังสือทั้งสองเล่มนี้สร้างความโด่งดังและชื่อเสียงให้กับกาลิเลโอเป็นอย่างมาก จนกระทั้งในปี ค.ศ. 1588 กาลิเลโอจึงได้ถูกเชิญจากมหาวิทยาลัยเมืองปิซาให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์สอนวิชาคณิตศาสตร์ขณะที่มีอายุได้เพียง 24 ปีเท่านั้น ในปี ค.ศ. 1591 ระหว่างที่กาลิเลโอเข้าทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยปิซา เขาได้นำทฤษฎีของอาริสโตเติล มาทดสอบเพื่อหาข้อเท็จจริง ทฤษฎีที่ว่านี้ คือ ทฤษฎีวัตถุที่มีน้ำหนักมากกว่าจะตกถึงพื้นก่อนวัตถุที่มีน้ำหนักเบา กาลิเลโอให้เหตุผลว่าความคิดของอริสโตเติลไม่ถูกต้อง การที่ใบไม้ตกพื้นหลังก้อนหินเนื่องจากว่าแรงต้านของอากาศหากไม่มีแรงต้านดังกล่าววัตถุทั้งสองชิ้นจะตกลงพื้นพร้อมกัน ซึ่งเขาได้แสดงให้ปรากฎจริงพร้อมกันที่หอเอนแห่งเมืองปิซา ด้วยเหตุการณ์นี้ทำให้เขาก่อศัตรูขึ้นหลายคนจนมาสามารถอยู่ที่มหาลัยนี้ต่อได้เขาจึงลาออกเมื่อปี ค.ศ. 1591 และเข้าทำงานต่อที่มหาวิทยาลัยปาดัว (University of Padua) และอยู่ที่นี่เป็นเวลา 18 ปี ต่อมาในปี ค.ศ. 1610 กาลิเลโอได้ออกจากเมืองปาดัวไปอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์โดยเป็นนักปราชญ์ประจำราชสำนักของแกรนด์ ดยุค คอสโม ที่ 2 (Grand Duke Cosmo II) ทำการค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับเรื่องดาราศาสตร์และกล้องโทรทรรศน์ของเขา
งานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
           การทดลองชิ้นเอกอย่างแรกของกาลิเลโอ คือ การทำการทดลองที่แย้งกับคำของอริสโตเติลที่ว่า วัตถุที่มีน้ำหนักมากกว่าจะตกถึงพื้นก่อนวัตถุที่มีน้ำหนักเบา กาลิเลโอทำการทดลองโดยขึ้นไปบนหอเอนเมืองปิซาพร้อมกับนำก้อนตะกั่วหนัก 20 และ 10 ปอนด์ขึ้นไปด้วย เมื่อถึงยอดหอเอนเขาก็ปล่อยก้อนตะกั่วทั้งสองก้อนลงมาข้างล่าง กฎว่าก้อนตะกั่วทั้ง 2 ก้อนตกลงถึงพื้นดินพร้อมกัน ท่ามกลางสายตาของนักศึกษา ศาสตราจารย์ และประชาชาชนอีกมากมาย ซึ่งฝ่ายที่ต่อต้านก็รู้สึกแค้นเคือง และเหตุนี้เองทำให้กาลิเลโอก่อศัตรูขึ้นมากมายจนต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยในปี ค.ศ. 1591 จากการทดลองนี้เองเขายังพบความจริงที่ว่าวัตถุที่ตกลงถึงพื้นดินนั้น จะมีความเร็วเพิ่มขึ้นทุกๆ วินาที และความจริงอันนี้เองได้เป็นแนวทางให้นิวตัน (Newton) ค้นพบเรื่องความเร่งและได้บันทึกไว้ในหนังสือ Principia ของเขา
         นอกจากนี้เขายังได้พบความจริงเกี่ยวกับเรื่องระยะการยิงของปืนใหญ่ เขาพบว่าความเร็วจะค่อยๆ เปลี่ยนไปและกระสุนของปืนใหญ่จะเป็นวิถีโค้ง ด้วยความจริงอันนี้ทางการทหารได้นำไปใช้ในการคำนวณหาเป้าหมายของลูกปืนใหญ่ หลักเกณฑ์ทั้งหมดที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ ของวัตถุนี้ทำให้ เกิดวิชาที่เรียกว่า "พลศาสตร์ (Dynamic)" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชากลศาสตร์
          กาลิเลโอมีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องดาราศาสตร์อย่างมาก แต่ไม่สามารถศึกษาได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากขาดอุปกรณ์ในการศึกษาค้นคว้า ต่อมาในปี ค.ศ. 1608 มีข่าวว่าช่างทำแว่นตาชาวฮอลแลนด์ สามารถประดิษฐ์กล้องส่องทางไกลขนาดเล็กได้เป็นผลสำเร็จ ต่อมาในปี ค.ศ. 1610 กาลิเลโอจึงนำหลักเกณฑ์เดียวดันนี้มาสร้างเป็นกล้องโทรทรรศน์ขึ้นเป็นครั้งแรกแต่กล้องโทรทรรศน์ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นในครั้งแรกมีกำลังขยายเพียง 3 เท่า เท่านั้น ต่อมาเขาได้ปรับปรุงกล้องโทรทรรศน์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีกำลังขยายมากถึง 32 เท่า ซึ่งกล้องอันนี้สามารถส่องดูดวงดาวต่าง ๆ ในจักรวาลได้อย่างชัดเจน เขาได้พบความจริงหลายอย่างผ่านทางกล้องโทรทรรศน์ เช่น ผิวของดวงจันทร์ไม่ได้เรียบอย่างที่มองเห็นด้วยตาเปล่า เขาได้พบว่าดาวเคราะห์ต่างจากดาวฤกษ์ เกี่ยวกับทางช้างเผือก (Milky Way) กาลิเลโอพบวาประกอบด้วยดาวเล็กๆ เป็นจำนวนมากมาย เมื่อ ค.ศ. 1610 เขาได้พบว่าดาวพฤหัสบดี (Jupiter) มีดวงจันทร์เป็นบริวารถึง 4 ดวง ต่อมาเขาพบว่าดาวเสาร์ (Saturn) มีวงแหวน มีสีต่างกันถึง 3 แถบ ดาวศุกร์ (Venus) เว้าแหว่งคล้ายดวงจันทร์ เนบิวลา (Nebula) คือ กลุ่มก๊าซ และวัตถุต่าง ๆ ซึ่งมีการรวมตัวกันอย่างหนาแน่น และได้พบจุดดำ (Sun Spot) ในดวงอาทิตย์
          การค้นพบปรากฎการณ์บนท้องฟ้าทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังเป็นอย่างมากจนกระทั้งเมืองเวนิชส่งคนมาเชิญเขาไปบรรยายเกี่ยวกับการค้นพบการสร้างกล้องโทรทรรศน์ของเขา ซึ่งการแสดงของเขายังความตื่นเต้นเจ้าเมืองและขุนนางเป็นอย่างมาก ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ. 1610 เมื่อเขาได้มาเป็นปราชญ์ประจำราชสำนักของแกรนด์ ดยุค คอสโม ที่ 2 เขาจึงได้มีเวลาค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับเรื่องดาราศาสตร์ และยังได้มีโอกาสปาฐกถาความรู้ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์แต่กลุ่มคนที่มีความเชื่อถือในทฤษฎีของอาริสโตเติล ก็ยังไม่เห็นด้วยกับกาลิเลโอ และกล่าวหากาลิเลโอว่าต่อต้านศาสนา ทำให้กาลิเลโอได้รับคำสั่งจากศาสนจักรให้หยุดแสดง ความคิดเห็นที่ขัดแย้งต่อหลักศาสนา หลังจากนั้นกาลิเลโอได้เดินทางไปยังเมืองฟลอเรนซ์ และอยู่ที่นี่เป็นเวลานานถึง 7 ปี และในระหว่างนี้ เขาได้ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับดาราศาสตร์ และในปี ค.ศ. 1618 กาลิเลโอได้พบดาวหางถึง 3 ดวง และได้พบความจริง เกี่ยวกับดาวหางที่ว่า ดาวหางเป็นดาวฤกษ์ชนิดหนึ่งเช่นกัน แสงที่เกิดนี้เกิดจากแสงของดวงอาทิตย์เช่นเดียวกับรุ้งกินน้ำ กาลิเลโอได้ตีพิมพ์ผลงานชิ้นนี้ลงในหนังสือชื่อว่า Saggiatore แต่ทฤษฎีข้อนี้ของกาลิเลโอ ผิดพลาด ต่อมาในปี ค.ศ. 1632 เขาได้เขียนหนังสืออีกเมหนึ่งมีชื่อว่า Dialogo Del Due Massimi Sistemi Del Mondo เขาเขียนขึ้นเนื่องจากโป๊บองค์เก่าได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว โดยหนังสือเล่มนี้ หนังสือเล่มนี้เนื้อหาส่วนมากสนับสนุนทฤษีของโคเปอร์นิคัส แต่ว่าข้อความส่วนมากตรงข้ามกับคำสอนของศาสนา ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงถูกเรียกให้ไปไต่สวนต่อหน้าโป๊บที่กรุงโรมอีกครั้ง และถูกปล่อยออกมาหลังจากสาบานว่าจะไม่ทำอะไรที่ขัดกับคำสอนของพระเจ้า แม้ว่าเขาจะถูกปล่อยตัวออกจากคุก แต่เขาก็ยังต้องอยู่ในความควบคุมของอัสคานิโอ ปิคโคโรมินิ (Ascanio Piccoromini) บาทหลวงผู้หนึ่งซึ่งในระหว่างนี้เขาได้ทำการทดลองเกี่ยวกับฟิสิกส์ และตีพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า Disorsi
          เมื่อการค้นคว้าทางดาราศาสตร์ของเขามีอุปสรรค เขาจึงหันมาทำการค้นคว้าเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์แทน กาลิเลโอได้ประดิษฐ์เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ขึ้นหลายชิ้น ได้แก่ นาฬิกาน้ำ ไม้บรรทัด และเทอร์มอมิเตอร์ (Thermometer) เป็นต้น และในปี ค.ศ. 1636 กาลิเลโอได้เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่งชื่อว่า Dialoghi Della Nuove Scienze แต่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1638 โดยเอสเซฟเวียร์ (Elzavirs) ที่เมืองเลย์เดน (Leyden) หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิชากลศาสตร์ หลังจากหนังสือเล่มนี้เผยแพร่ออกไปกลับได้รับความนิยมมากกว่าหนังสือดาราศาสตร์ของเขา อีกทั้งไม่ถูกต่อต้านจากศาสนาจักรอีกด้วย

         ในช่วงสุดท้ายของชีวิต กาลิเลโอได้ค้นคว้า และเฝ้ามองดูการเคลื่อนไหวของดวงดาวบนท้องฟ้า รวมถึงดวงจันทร์ด้วย กาลิเลโอได้เฝ้าดูการเคลื่อนไหวของดวงจันทร์จนพบว่า ดวงจันทร์ใช้เวลา 15 วัน ในการโคจรรอบโลก ซึ่งถือว่าเป็นการค้นพบ ครั้งสุดท้ายของเขา เพราะหลังจากนั้นประมาณ 2 - 3 เดือน เขาก็ตาบอด  กาลิโอใช้เวลาในบั้นปลายของชีวิตถ่ายอดควมร้ให้แก่ศิษย์คนโปรดของเขาคือ ทอร์ริเชลลี (Torricelli) และวิเวียนนี (Viviani) ในช่วงเวลานี้สุขภาพของเขาอ่อนแอลงเรื่อย ๆ เนื่องจากความชรา และในวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1642 ที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เขาก็ได้จากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันหวนคืน ศพของเขาได้นำไปฝังไว้ที่สุสาน ณ โบสถ์ Church of Santa Croce ในกรุงฟอลเรนซ์ และจากนั้นอีก 50 ปีต่อมา ได้มีการสร้างอนุเสาวรีย์ของเขาขึ้นไว้เป็นเกียรติแก่เขาที่โบสถ์แห่งนั้น
ประวัติของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

 ในสมัยสุโขทัย  มีพระมหากษัตริย์ที่ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญอยู่หลายพระองค์ที่ได้สร้างผลงานอันมีคุณค่า  ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนและมีผลดีต่ออาณาจักรที่เราควรศึกษาในชั้นนี้  ได้แก่
     พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
     1.  พระราชประวัติ
 พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงเป็นพระราชโอรสของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์กับพระนางเสือง  ทรงมีพระนามเดิมว่า  ราม  พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 3  ของอาณาจักรสุโขทัย  ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1822  ต่อจากพ่อขุนบานเมือง  ซึ่งเป็นพระเชษฐา(พี่ชาย)
     2.  วีรกรรมสำคัญ
 พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงเป็นกษัตริย์นักรบที่มีพระปรีชาสามารถในด้านการทำศึกสงครามตั้งแต่ยังไม่ได้ครองราชย์  ดังจะเห็นได้จากเมื่อพระองค์มีพระชนมายุ 19 พรรษา  พระองค์ได้เสด็จตามพระราชบิดาไปทำสงครามแย่งชิงเมืองตากกับขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด  และรบชนะขุนสามชน  พระบิดาจึงเฉลิมพระนามให้ว่า  รามคำแหง
      3.  พระราชกรณียกิจ
 อาณาจักรสุโขทัยในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก  เนื่องมาจากพระราชกรณียกิจในด้านต่าง ๆ ของพระองค์  ดังนี้
               1.  ด้านการเมืองการปกครอง  พระองค์ทรงใช้รูปแบบการปกครองแบบ  พ่อปกครองลูก  กล่าวคือ  พระองค์ทรงดูแลเอาใจใส่ในทุกข์สุขของราษฎร์เหมือนพระองค์เป็นพ่อ  ส่วนราษฎรหรือไพร่ฟ้าคือลูก  เมื่อราษฎรมีเรื่องเดือดร้อนก็ให้มาสั่นกระดิ่งที่หน้าประตูวัง  แล้วพระองค์ก็จะเสด็จออกมารับฟังเรื่องราว  เพื่อทรงตัดสินปัญหาด้วยพระองค์เอง
                    นอกจากนี้  พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงทำสงครามขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวางมากกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในสมัยสุโขทัย
               2.  ด้านเศรษฐกิจ  พระองค์ทรงโปรดให้สร้างทำนบกักเก็บน้ำที่เรียกว่า  ทำนบาพระร่วง  หรือสรีดภงค์  เพื่อใช้กักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง  นอกจากนี้  พระองค์ทรงให้เสรีภาพแก่ประชาชนในการค้าขายได้อย่างมีอิสระเสรี  ไม่มีการเก็บภาษีผ่านด่านจาการาษฎร  ที่เรียกว่า จกอบ  ทำให้การค้าขายขยายออกไปอย่างกว้างขวาง  และทรงโปรดให้สร้างเตาเผาเครื่องสังคโลกเป็นจำนวนมาก  เพื่อผลิตสินค้าออกไปขายยังดินแดนใกล้เคียง
               3.  ด้านศิลปวัฒนธรรม  พระองค์ทรงประดิษฐ์ตัวอักษรไทย  ที่เรียกว่า  ลายสือไทย  และได้มีการรพัฒนามาเป็นลำดับจนถึงอักษรไทยในปัจจุบัน  ทำให้คนไทยมีอักษรไทยาใช้มาจนถึงทุกวันนี้  โดยโปรดให้จารึกเรื่องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ สมัยสุโขทัยลงบนศิลา  เมื่อ พ.ศ. 1826  เรียกว่า  ศิลาจารึกหลักที่ 1

     พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงเป็นผู้นำในการสร้างศรัทธาให้ประชาชนเลื่อมใสในพระพุทธศานา  พระองค์ทรงนิมนต์พระสงฆ์นิกายเถรวาท  ลัทธิลังกาวงศ์  จากเมืองนครศรีธรรมราชที่กลับมาจากลังกา  มาเผยแผ่คำสอนทางพระพุทธศาสนาแก่ราษฎร  ซึ่งทำให้ชาวสุโขทัยเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและแสดงออกมาในรูปแบบศิลปกรรมด้านต่าง ๆ เช่น  การสร้างพระพุทธรูป  วัด  เจดีย์  เป็นต้น  ทำให้พระพุทธศาสนาวางรากฐานมั่นคงในอาณาจักรสุโขทัย  จนกระทั่งกลายเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาจนถึงปัจจุบัน
ประวัติอับราฮัม ลินคอล์น
        อับราฮัม ลินคอล์น  ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา จนจบชีวิตลงวันที่  4 มีนาคม ค.ศ. 1861 หลังจากการถูก จอห์น วิลค์ส บูธ ยิงจนเสียชีวิต     
   อับราฮัม ลินคอล์น เกิดในกระท่อมเล็กๆ ที่รัฐเคนตักกี เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1809 ชีวิตวัยเด็กลำบากมาก เพราะพ่อแม่ยากจน สิ่งที่ผลักดันนิสัยติดตัวของเขาคือรักการอ่าน อ่านหนังสือได้ทุกที่ เขายอมเดินเป็นระยะทางไกลๆ เพื่อไปขอยืมหนังสืออ่านเพียงแค่เล่มเดียว เขาเดินทางเป็นกิโลๆเพื่อจะได้นำหนังสือกลับบ้านมาอ่าน
     พออายุ 9 ขวบ แม่เขาก็เสียชีวิต พ่อแต่งงานใหม่โชคดีที่ลินคอล์นเข้ากับแม่ใหม่ได้ดี  อายุ 19 ลินคอล์นล่องเรือแจวจากแม่น้ำโอไฮโอไปที่รัฐนิวออร์ลีน ที่นั่นเขาได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของพวกทาสที่ถูกขายทอดตลาดเป็นครั้งแรก ทำให้หนุ่มน้อยลินคอล์นเกิดความคิดที่จะปลดปล่อยทาส เขาจึงเริ่มสนใจการเป็นทนายความหลังจากนันเป็นต้นมา 
     ลินคอล์นชอบพบปะช่วยเหลือผู้คน เริ่มมีชื่อเสียงจากความขยันขันแข็งและความซื่อสัตย์  อับราฮัม ลินคอล์นเริ่มหันมาสนใจเรื่องการเมืองเขาลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาหลายครั้ง แต่ก็กินแห้วมาตลอด จนหลายๆคนเรียกเขาว่าอับราฮัม ลินคอล์น ผู้พ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำอีก
     เขาใช้ความพยายามอยู่หลายปี โดยเขาไม่ล้มเลิกความพยายามของเขา จนในปี 1860 ลินคอล์นตัดสินใจลงแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และได้รับเลือกในวันที่ 4 มีนาคม 1861 เส้นทางสายผู้นำไม่แจ่มใสนักเนื่องจากนโยบายปลดปล่อยทาสของลินคอล์นไม่ได้ รับการสนับสนุนจากบรรดารัฐต่างๆ ทางตอนใต้ของอเมริกา ซึ่งภายหลังระอุกลายเป็นสงครามกลางเมือง ในเดือนเมษายน ปี 1861 มีการสู้รบกันอย่างดุเดือดระหว่างทหารจากสังกัดส่วนกลางและทหารในรัฐทางใต้
     รัฐต่างๆ ทางตอนใต้ของอเมริกา เป็นเกษตรกรพวกเขาเลยต้องใช้แรงงานมาก แล้วแรงงานที่ถูกแสนถูกในตอนนั้นก็เป็นคนดำที่จับมาเป็นทาสจากแอฟริกาและหลายๆประเทศ พวกเขาจึงบอกว่า เราต้องการแรงงานทาส  ทาสเป็นสิ่งที่จำเป็น และก็เป็นแค่สมบัติชิ้นนึงของนายจ้างเท่านั้น้อง ฝ่ายเหนือก็บอกว่า การค้าทาสนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สมควร จึงจะไม่ให้มีทาส  เพราะเป็นการริดรอนสิทธิ เสรีภาพของมนุษย์
     ในเมื่อต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลของตัวเอง แล้วไม่ยอมกันสงครามก็เกิดขึ้นจนได้ รัฐทั้ง 11 รัฐทางใต้ก็ประกาศแยกตัวเป็นอิสระทันที ประกาศเป็นศัตรูกับรัฐบาลสหรัฐฯ ส่วนรัฐทางใต้ก็รวมตัวกันอย่างหลวมๆ ประกาศจัดตั้งประเทศ สมาพันธรัฐอเมริกาซะงั้น
     แล้วก็เริ่มต่อสู้กัน สงครามนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 600,000 คน ทำให้เกิดความเสียหายและความยุ่งยากหลายประการ แต่ก็มีผลดีที่ต่อมามีการเลิกทาส และรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไว้ได้ ในที่สุดฝ่ายของลินคอล์น (ฝ่ายเหนือ) ก็ได้รับชัยชนะและมีประกาศปลดปล่อยทาสในปี1863เป็นอันจบเรื่องจบราว

    ถึงสงครามจะจบแต่คนไม่จบ 14 เมษายน 1865 ลินคอล์นถูกลอบสังหารขณะชมละครที่โรงละครฟอร์ด โดย จอห์น วิลค์ส บูธ และเสียชีวิตในเช้าวันถัดมา ศพของลินคอล์นฝังอยู่ที่สปริงฟิลด์ รัฐอิลลินอยส์ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐ เป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งของโลก จนชื่อว่าเป็นบิดาแห่งระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ เพราะมีบทบาทในการรักษาไว้ซึ่งสหภาพของอเมริกา และเป็นผู้ประกาศในสุนทรพจน์ที่ว่า "รัฐบาลประชาธิปไตย คือรัฐบาลของประชาชน เพื่อประชาชน และโดยประชาชน"
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎี ชาวเยอรมันเชื้อสายยิวที่มีสัญชาติสวิสและอเมริกัน เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับว่า เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยเป็นผู้ค้นพบและนำเสนอ “ทฤษฎีสัมพัทธภาพ” และได้มีส่วนร่วมในด้านการพัฒนากลศาสตร์ควอนตัม สถิติกลศาสตร์ และจักรวาลวิทย โดยอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี พ.ศ. 2464 จากการอธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก และจาก “การทำประโยชน์แก่ฟิสิกส์ทฤษฎี”
ปี พ.ศ. 2542 นิตยสารไทมส์ ยกย่องให้เขาเป็น “บุรุษแห่งศตวรรษ” ผู้เขียนชีวประวัติของเขาเอ่ยถึงเขาว่า “สำหรับความหมายในทางวิทยาศาสตร์ และต่อมาเป็นความหมายต่อสาธารณะ ไอน์สไตน์ มีความหมายเดียวกันกับ อัจฉริยะ” ซึ่งทุกวันนี้ ชื่อของเขาได้กลายเป็นแบบอย่างที่แสดงถึงความฉลาดหรืออัจฉริยะ
ประวัติของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) แต่ถ้าอ่านตามสำเนียงภาษาเยอรมันจะอ่านได้ว่า อัลแบร์ท ไอน์ชไตน์ เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2422  ที่เมืองอูล์ม ราชอาณาจักรเวือร์ทเทมแบร์ก สมัยจักรวรรดิเยอรมัน ครอบครัวของเขาเป็นชาวยิว (แต่ไม่เคร่งครัดนัก) อัลเบิร์ตเข้าเรียนในโรงเรียนประถมคาธอลิก และเข้าเรียนไวโอลิน
แม้ว่าเขาชอบที่จะสร้างแบบจำลองและอุปกรณ์กลได้ในเวลาว่าง เขาถือเป็นผู้ที่เรียนรู้ได้ช้า สาเหตุอาจเกิดจากการที่เขามีความพิการทางการอ่านหรือเขียน (dyslexia) ความเขินอายซึ่งพบได้ทั่วไป หรือการที่เขามีโครงสร้างสมองที่ไม่ปกติและหาได้ยากมาก (จากการชันสูตรสมองของเขาหลังจากที่ไอน์สไตน์เสียชีวิต) ซึ่งเขายกความดีความชอบในการพัฒนาทฤษฎีของเขาว่าเป็นผลมาจากความเชื่องช้าของเขาเอง โดยกล่าวว่าเขามีเวลาครุ่นคิดถึงอวกาศและเวลามากกว่าเด็กคนอื่น ๆ เขาจึงสามารถสามารถพัฒนาทฤษฎีเหล่านี้ได้ โดยการที่เขาสามารถรับความรู้เชิงปัญญาได้มากกว่าและนานกว่าคนอื่น ๆ
ไอน์สไตน์เริ่มเรียนคณิตศาสตร์เมื่อประมาณอายุ 12 ปี  ต่อมาใน พ.ศ. 2437 เนื่องมาจากความล้มเหลวในธุรกิจเคมีไฟฟ้าของพ่อของเขา ทำให้ครอบครัวไอน์สไตน์ย้ายจากเมืองมิวนิค ไปยังเมืองพาเวีย (ใกล้กับเมืองมิลาน) ประเทศอิตาลี ในปีเดียวกัน เขาได้เขียนผลงานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นหนึ่งขึ้นมา (คือ “การศึกษาสถานะของอีเธอร์ในสนามแม่เหล็ก”) โดยที่ไอน์สไตน์ยังอาศัยอยู่ในบ้านพักในมิวนิคอยู่จนเรียนจบจากโรงเรียน โดยเรียนเสร็จไปแค่ภาคเรียนเดียวก่อนจะลาออกจากโรงเรียนมัธยมศึกษา กลางฤดูใบไม้ผลิ ในปี พ.ศ. 2438 แล้วจึงตามครอบครัวของเขาไปอาศัยอยู่ในเมืองพาเวีย
เขาลาออกโดยไม่บอกพ่อแม่ของเขา และโดยไม่ผ่านการเรียนหนึ่งปีครึ่งรวมถึงการสอบไล่ ไอน์สไตน์เกลี้ยกล่อมโรงเรียนให้ปล่อยตัวเขาออกมา โดยกล่าวว่าจะไปศึกษาเป็นนักศึกษาแพทย์ฝึกหัดตามคำเชิญจากเพื่อนผู้เป็นแพทย์ของเขาเอง โรงเรียนยินยอมให้เขาลาออก แต่นี่หมายถึงเขาจะไม่ได้รับใบรับรองการศึกษาชั้นเรียนมัธยม
แม้ว่าเขาจะมีความสามารถชั้นเลิศในสาขาวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่การที่เขาไร้ความรู้ใด ๆ ทางด้านศิลปศาสตร์ ทำให้เขาไม่ผ่านการสอบคัดเลือกเข้าสถาบันเทคโนโลยีแห่งสมาพันธรัฐสวิสในเมืองซูริค ทำให้ครอบครัวเขาต้องส่งเขากลับไปเรียนมัธยมศึกษาให้จบที่อารอในสวิตเซอร์แลนด์ เขาสำเร็จการศึกษาและได้รับใบอนุปริญญาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2439 และสอบเข้า ETH ได้ในเดือนตุลาคม แล้วจึงย้ายมาอาศัยอยู่ในเมืองซูริค ในปีเดียวกัน เขากลับมาที่บ้านเกิดของเขาเพื่อเพิกถอนภาวะการเป็นพลเมืองของเขาในเวอร์เทมบูรก์ ทำให้เขากลายเป็นผู้ไร้สัญชาติ
ใน พ.ศ. 2443 เขาได้รับประกาศนียบัตรสำเร็จการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งสมาพันธรัฐสวิส และได้รับสิทธิ์พลเมืองสวิสในปี พ.ศ. 2444
หลังจากจบการศึกษา ไอน์สไตน์ไม่สามารถหางานสอนหนังสือได้ หลังจากเพียรพยายามอยู่เกือบสองปี พ่อของอดีตเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งก็ช่วยให้เขาได้งานทำที่สำนักงานสิทธิบัตร ในกรุงเบิร์น ในตำแหน่งผู้ช่วยตรวจสอบเอกสาร หน้าที่ของเขาคือการตรวจประเมินใบสมัครของสิทธิบัตรในหมวดหมู่อุปกรณ์แม่ เหล็กไฟฟ้า ในปี พ.ศ. 2446 ไอน์สไตน์ก็ได้บรรจุเข้าเป็นพนักงานประจำ หลังจากถูกมองข้ามมานานจนกระทั่งกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจักรกล
ไอน์สไตน์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2498 ด้วยโรคหัวใจวาย ที่เมืองพรินซ์ตัน รัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐอเมริกา
ผลงานของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)
จริงๆ แล้วผลงานของไอน์สไตน์ในสาขาฟิสิกส์มีมากมาย  โดยไอน์สไตน์ได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์มากกว่า 300 ชิ้น และงานอื่นที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์อีกกว่า 150 ชิ้น แต่ทางมานาคอมพิวเตอร์อยากจะขอนำเสนอแค่ส่วนหนึ่งที่คนทั่วไปรู้จักกันดีครับ
  • ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง ซึ่งเป็นไปตาม equivalence principle
  • วางรากฐานของจักรวาลเชิงสัมพัทธ์ และค่าคงที่จักรวาล
  • ขยายแนวความคิดยุคหลังนิวตัน สามารถอธิบายจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดของดาวพุธได้อย่างลึกซึ้ง
  • ทำนายการหักเหของแสงอันเนื่องมาจากแรงโน้มถ่วงและเลนส์ความโน้มถ่วง
  • อธิบายการเกิดปรากฏการณ์ของแรงยกตัว
  • ริเริ่มทฤษฎีการแกว่งตัวอย่างกระจายซึ่งอธิบายการเคลื่อนที่ของบราวน์ของโมเลกุล
  • ทฤษฎีโฟตอนกับความเกี่ยวพันระหว่างคลื่น-อนุภาค ซึ่งพัฒนาจากคุณสมบัติอุณหพลศาสตร์ของแสง
  • ทฤษฎีควอนตัมเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของอะตอมในของแข็ง
  • Zero-point energy
  • อธิบายรูปแบบย่อยของสมการของชเรอดิงเงอร์
  • EPR paradox
  • ริเริ่มโครงการทฤษฎีแรงเอกภาพ